Vuttichai 的个人资料Ju-ve-nile >>> เรื่องร...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
ผู้ชายนิทรา >>>
ดั่ ง นั ก ร บ ผู้ ห นึ่ ง > >>
เมื่อมนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ >>>
เธอเคยมีความฝัน ... และตอนนี้เธอก็ยังฝันอยู่
By Juvenile
เธอเคยมีความฝัน ... และตอนนี้เธอก็ยังฝันอยู่ เธอหัวเราะเล็กๆก่อนที่จะตอบ ... หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะตัวเธอเองที่ยินยอมในพันธนาการนั้น
ลมหนาวพัดหวีดหวิว กรีดใจปลิวไปตามลมBy Juvenile ____________________________________________ จะปรับสูงขึ้นจากที่เคยเป็นในตอนต้นฤดูหนาวเพียงเล็กน้อย แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง จากซอกนิ้วที่แฉะชื้นไปด้วยเหงื่อที่มากผิดปกติต่างจากช่วงสัปดาห์ก่อน นับถอยหลังไปอีกไม่ถึงยี่สิบวันแล้วที่ปฏิทินแผ่นสุดท้าย ... จะถูกโยนทิ้งไปพร้อมกับแกนโลหะที่ใช้ยึดมันไว้ ซึ่งปฎิทินตั้งโต๊ะอันใหม่ก็จะถูกนำมาตั้งโชว์หราแทนที่ เตรียมพร้อมที่จะถูกทำเครื่องหมายและจดบันทึกเล็กๆน้อยๆสำหรับปีถัดไป ถึงตอนนั้นก็ได้แต่หวังว่าจะมีแต่สิ่งที่ดีๆก้าวเข้ามาในชีวิต ทั้งที่ไม่มั่นใจเลยว่าสิ่งร้ายๆซึ่งวนเวียนรายล้อมรอบกายอยู่เดิมนั้น จะถูกพัดพาออกไปพร้อมกับการก้าวข้ามสู่ศักราชใหม่ อย่างน้อยก็คงจะมีความทุกข์ทนอยู่สองสามประการกระมัง ที่แน่ใจได้เลยว่ามันจะเดินทางไปพร้อมกับวันเวลาที่หมุนวนไปข้างหน้า โดยไม่แยแสกับฤดูกาลที่กำลังผันเปลี่ยนพร้อมกับโลกที่กำลังหมุนต่อไป มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ... กิริยาท่าทางอันนิ่งเฉยแสนเย็นชาเช่นนั้น เกิดขึ้นพร้อมๆกับวันที่ลมหนาวเริ่มต้นพัดโบกโบยยอดไม้ในปีนี้หรือเปล่า หรือว่าเป็นเวลาหลังจากฤดูร้อนอันแสนยาวนานที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้า หรือ ... มันจะเกิดขึ้นและดำเนินมาเนิ่นนาน เพียงแต่ว่าไม่เคยถูกสังเกตเลยสักครั้ง ความจริงเป็นเช่นไรนั้นไม่อาจรู้ได้ ... นอกจากเจ้าตัวผู้แสดงพฤติกรรมดังกล่าวจะเอื้อนเอ่ยถึงความเป็นมาของมัน ซึ่งบางทีแม้แต่ใครคนนั้นอาจจะยังไม่แน่ใจเลยว่ามันเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่ว่ามันจะเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่หรือเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่สลักสำคัญมากนัก เพราะสิ่งที่ทำให้ผมต้องทนทุกข์ทรมานใจอย่างหนักนั้น เป็นเรื่องที่เค้าแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นกับใครมากกว่า ร่างกายของผม มันชาตั้งแต่ใบหน้าลามลงไปจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้าง ตรึงอวัยวะทุกอย่างให้แข็งนิ่งอยู่ในสภาพที่ไม่อาจติงไหว ความเฉยชามึนตึงอันเกิดขึ้นตรงหน้า ... ส่งผลให้สมองตกอยู่ในห้วงภวังค์ชั่วครู่ ก่อนที่จะตามมาด้วยกลุ่มความคิดอันแสนสับสนวุ่นวาย ระคนกับความรู้สึกที่มันล้นปรี่เจียนจะขาดใจแทบจะทุกวินาที สายตาที่ว่างเปล่าแสดงออกถึงความรู้สึกที่ขาวโพลน สีหน้าที่ไร้การรับรู้ ปราศจากการแสดงซึ่งอารมณ์ สร้างความเจ็บปวดที่มองไม่เห็นภายในหัวใจที่ห่อเหี่ยวเกินทน หากจะทำเช่นนี้ สู้เอามีดมากรีดเนื้อแล้วลูบทาด้วยน้ำเกลือยังจะดีเสียกว่า หรือถ้ายังไม่หนำใจ จะเอาแส้ฟาด ใช้ปลายดาบควักคว้านเครื่องใน ก็ไม่ว่ากัน แต่ขอร้องเถอะ อย่าเอาน้ำที่แสนเย็นยะเยือกมาซัดสาด ... ในช่วงเวลาที่อากาศมันหนาวเหน็บเหลือประมาณอีกเลย เพราะลำพังความเงียบเหงาที่แทรกซึมอยู่ท่ามกลางลมหายใจที่เข้าออก ก็เหนี่ยวนำเอาความซึมเศร้าเปล่าเปลี่ยวมาสู่ดวงใจมากเกินพอแล้ว ทำไมถึงได้ใจร้ายกับผมนัก หรือเป็นเพราะสิ่งที่ผมเคยกระทำไว้ในอดีต มันหนักหนาสาหัสจนคุณไม่อาจให้อภัยคนอย่างผมได้อีก นี่หรือเปล่าคือสาเหตุอันเป็นจุดเริ่มต้นของความเย็นชาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันก็คงจะสาสม เพราะตัวผมเองก็ไม่เคยยกโทษให้ตัวเองได้เช่นกัน ถ้าอย่างนั้นก็จงทำเถอะ จงสำเร็จโทษคนๆนี้อย่างทุกข์ทรมาน ... ให้สาสมกับความผิดที่มันเคยได้ก่อไว้ ลงโทษทัณฑ์ที่มันบีบคั้นหัวใจ ให้ความทุกข์ระทมทรวงในมันแทรกซึมลงไปในทุกกระแสประสาทความรู้สึก ให้จิตใจมันได้เศร้าสร้อยและสิ้นหวังกับการมีชีวิตอยู่บนโลกเบี้ยวๆใบนี้ ให้ความอบอุ่นที่เคยมีมันได้เหือดแห้งไป ... พร้อมกับกำลังที่หัวใจจะใช้ในการเต้นต่อไปในวันข้างหน้า บางทีตอนที่ไอเย็นสุดท้ายของฤดูกาลแห่งความหนาวเหน็บนี้สิ้นสุดลง เปลวไฟแห่งความมีชีวิตชีวาซึ่งเคยลุกโชนอย่างริบหรี่อาจจะมอดดับ ในเวลาเดียวกับที่ความทุกข์ตรมก็ดำเนินมาจนถึงขีดสุด หัวใจคงสลายพร้อมกับจิตใจที่ล่องลอยอย่างคนไร้การรับรู้ มีแต่ความเย็นชาเท่านั้นที่พันธนาการทั้งร่างไว้ จูงลากเอากายที่ชอกช้ำภายในให้จมดิ่งสู่นรกแห่งความเย็นยะเยือก ให้มันถูกแทะเล็มด้วยความสิ้นหวังอย่างช้าๆแต่เนิ่นนาน ชุ่มแช่อยู่ในความแฉะชื้นที่หนาวสั่นไปตราบชั่วกาลนิรันดร์ ป.ล. อย่าแปลกใจที่อ่านแล้วตาลาย อย่าแปลกใจที่อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง อย่าแปลกใจที่ไม่สามารถอ่านได้จนจบ และอย่าแปลกใจที่ไอ้คนเขียนมันเป็นบ้าอะไร ... ________________________________________ http://themoon.diaryclub.com ความรักที่บริสุทธิ์ หรือ ความรักที่โง่งมBy Juvenile _________________________________________ นับเป็นเรื่องที่โง่อย่างยิ่งหากจะยอมทำ ทุกอย่าง เพื่อคนที่เรารักเค้า แต่เค้าไม่ได้รักเรา ตลอดช่วงชีวิตของคนเราที่ดูเหมือนจะแสนสั้น มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่เราตกหลุมรักเค้า ... แต่เค้าไม่ได้สนใจเรา ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการเล่นตลกของสวรรค์หรืออย่างไร จึงทำให้เกิดเรื่องราว ความรักที่ไม่สมประกอบ เช่นนี้ขึ้น มีอยู่บ่อยครั้งที่เราทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไป เพียงเพื่อจะให้เค้าหันกลับมามองเราบ้าง ซึ่งบางครั้งมันก็เลยเถิดไปจนถึงการยอมทำ ทุกอย่าง ... แม้จะรู้ว่าเค้า ไม่มีวัน ที่จะหันมามองเราเลย คงเหมือนการรอคอยฝนในหน้าแล้ง ... เปล่าประโยชน์ และสิ้นหวัง ... ( จาก A Cinderella Story ) แต่หลายคนก็ยอม ยอมทุกสิ่งทุกอย่าง ... แม้แต่ ศักดิ์ศรีและชีวิต ตัวผมก็เคย เคยเป็นเช่นเดียวกัน ... และดูเหมือนว่า ความคิดเช่นนั้นก็ยังคงเร้นซ่อนอยู่ภายในตัวผม รอคอยเวลาที่จะถูกนำออกมาใช้อีกครั้งในสักวันข้างหน้า เวลาที่ผมอยู่ต่อหน้าเค้า ผมรู้สึกราวกับว่าความเป็นตัวเองของผมได้เลือนหายไป เหลือไว้เพียงแต่ร่างกายที่ถูกควบคุมโดยใครคนนั้น ไม่ว่าถ้อยคำที่เค้าพูดออกมาจะเป็นถ้อยคำที่กรีดแทงเพียงไร หรือว่าเค้าจะแกล้งทำให้ผมรู้สึกเป็นตัวตลกเพียงไหน แต่ผมก็ยังจะยอมให้เค้าทำตามอำเภอใจเช่นนั้น โดยการเพียงแค่ยิ้มและนิ่งเฉยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมคิดว่าผมยอมได้ทุกๆอย่างไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง ความเศร้าเสียใจ หรือแม้แต่ความเดือดร้อนใดๆก็ตาม ขอให้เป็นอะไรก็ตามที่แสดงว่าเค้ายังเห็นเผมมีตัวตน ยังเป็นใครอีกคนที่เค้าไม่เห็นเป็นคนอื่นคนไกล ... เท่านั้น ผมก็พอใจแล้ว ฟังดูเหมือนโง่ ... ใช่ ก็โง่นั้นแหละ โง่ที่ยอมได้ถึงขนาดนั้น แต่โชคดีที่ผมเกิดมาเป็นผู้ชาย จึงไม่ต้องสูญเสียอะไรมากมายเท่ากับลูกผู้หญิง การขึ้นเตียงหนึ่งครั้งหรือสิบครั้ง มันก็ไม่ต่างอะไรกันนัก ... จะเป็นห่วงก็แต่ผู้หญิงที่มีความคิดไม่ต่างจากนี้ ยอมสิ้นแม้แต่ร่างกาย เพียงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดชั่วครู่ชั่วคราว สละความเป็นกุลสตรีให้ชายหนุ่มที่ตัวเองหลงรักได้ชื่นชม ทั้งที่มีสติรับรู้ว่าหลังจากนั้นระหว่างเขาและเธอก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ... เป็นแค่เพียงเพื่อนหรือคนรู้จัก เช่นเดิม อันนี้แหละที่โง่จริง เพราะหากทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่า ยอมเอาดวงวิญญาณของตนบวงสรวงให้กับซาตาน ซึ่งถึงแม้ซาตานจะยินดีกับการสังเวยนั้น หากแต่มันก็ไม่เคยปล่อยให้ดวงวิญญาณใดหลุดรอดเงื้อมมือไปมีความสุขได้ การยอมทำ ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่สนถึงศักดิ์ศรีหรือชีวิตนั้น จึงไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่มี ... ความรักที่บริสุทธิ์ หากแต่ว่ามันเป็นการกระทำของคนที่มี ... ความรักที่โง่งม ( การทำอะไรเพื่อใครคนนึงที่เรารัก ทำได้ แต่ต้องมีขอบเขต รู้ว่าแค่ไหนเหมาะกับคนไหน แค่ไหนที่จะไม่มากจนเกินไป ) อืม ก็รู้ ก็คิดได้หรอกนะ แต่ไม่เคยมีสติเอาชนะอารมณ์ในช่วงขณะนั้นได้เลยสิน่า ... __________________________________________ http://themoon.diaryclub.com การระลึกถึงความมืดมิดหลังความตาย By Juvenile ผมดิ้นพล่านไปมาอยู่บนเตียงพร้อมกับส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เสียงเพลงเพลงเดิมถูกปล่อยให้เล่นซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบแว่วผ่านลำโพงของโน้ตบุ๊ค ฟังดูเหมือนล่องลอยมาจากสถานที่อันไกลแสนไกล คล้ายกับดังไม่สม่ำเสมอในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บใดๆหรอกที่ทำให้ผมต้องร้องโอดโอยอย่างทุรนทุราย แต่เพราะความคิดเกี่ยวกับความจริงบางอย่าง ... ที่มันไหลวนกลับมาปรากฎชัดในสมองอีกครั้งหลังจากหลบเลี่ยงมานานนั่นต่างหาก ที่ทำให้เกิดอาการอันยากจะทานทนกับการต้องเผชิญหน้ากับมันอีกวาระ พูดไปก็เป็นเรื่องซ้ำเก่าที่ฟังกันมาหลายครั้งหลายครา ... แต่ทว่ามันก็ยังไม่จบลงเสียที ... ความตาย .... นามธรรมอันน่าเกรงขามพาให้พึงระลึกถึงรูปธรรมที่ขมุกขมัวไม่ชัดเจน นี่ถ้าคนเรารู้ว่าหลังจากเดินผ่านประตูแห่งโลกอันปราศจากร่างไปแล้วเป็นเช่นไร ความตายอาจจะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวและน่าสยดสยองพองเกล้าอีกต่อไป ... ในความเป็นจริงผมคงไม่ได้กลัวความตายหรอก แต่ผมน่าจะกลัวความรู้สึกหลังความตายมากกว่า มันจะอึดอัดเพียงไรนะที่จะไร้ความรู้สึกนึกคิด ไร้อารมณ์และประสาทสัมผัส ไร้การรับรู้โลกภายนอกอันเคยมีอยู่เดิมไปจนหมดสิ้น แล้ววินาทีที่สมองได้ตายลง โลกจะพลันมืดลงในทันใดเลยหรือเปล่า จะเหมือนกับวินาทีที่จอคอมพิวเตอร์ดับวูบลงไหมนะ คำถามเหล่านี้ ไม่เคยถูกตอบโดยมีหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจนเลยสักครั้ง เช่นเดียวกับตัวผมที่ไม่เคยยอมรับความจริง ... ที่ชีวิตจะต้องจบลงด้วยการตายได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ผมหลบเลี่ยงที่จะรับรู้ถึงความจริงข้อนี้ ... ด้วยการหลีกหนีช่วงเวลาที่ความคิดจะดำเนินไปถึงความจริงดังกล่าว สมองจะหยุดกระบวนการคิดในทันใด เป็นเหมือนปราการป้องกันตัวเองทางด้านจิตใจที่ผมสร้างขึ้น ผมมักจะเริงรื่นอยู่กับการดำเนินชีวิต ให้ช่วงเวลาทั้งวันวุ่นงุนงงอยู่กับวิถีทางโลก ความเพลิดเพลินและความบันเทิงชักพาให้วันแต่วันผ่านไป ... อย่างไม่ต้องคำนึงถึงความตายที่ค่อยๆคืบคลานใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ซึ่งผมก็รู้ดีว่ามันเป็นการดำเนินชีวิตที่ขัดแย้งกับการดำรงอยู่พร้อมด้วยมรณสติอย่างยิ่งยวด หากแต่ผมก็ไม่อาจมีชีวิตด้วยการกล้ำกลืนความรู้สึก ... ที่ยากจะทนไหวจากการระลึกถึงความตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมคิดว่าเพราะเหตุนี้เองจึงต้องมีพุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของปุถุชน เพราะสำหรับบางคนการเชื่อว่าต้องเวียนว่ายตายเกิดอาจจะยังดีเสียกว่า ... การตายแล้วต้องจบสิ้นกันไปในความมืดมิดตามหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ เพราะถึงแม้ว่าจะหลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทนไป ... อย่างน้อยก็ยังได้เสวยสุขอยู่ในพระนิพพาน หาใช่มืดบอดหารู้ทางไปหลังก้าวข้ามประตูแห่งความตายไม่ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะต้องนอนดิ้นทุรนทุรายหายใจติดขัดอย่างนี้ไปอีกกี่ครั้งกี่หนกัน ผมรู้แต่เพียงว่ามันอาจจะเป็นช่วงเวลาตลอดทั้งชีวิตก็เป็นได้ ป.ล. ผมเริ่มรู้สึกว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเขียนเรื่องราวต่างๆออกมาได้มีเพียงสองประการเท่านั้น ประการแรกคือ ... ความรัก ... ส่วนอีกประการ คือ ... ความตาย ... ซึ่งบังเอิญดันไปตรงกับแรงผลักดันพื้นฐานตามหลักวิชาจิตวิทยาพอดิบพอดี ... sex and death drive ... นั่นอาจจะแสดงให้เห็นว่า ... ผมกำลังบอกเล่าเรื่องราวจากสัญชาตญาณดิบของตนกระมัง เพ้ออีกแล้วนะเรานี่ ... ไปนอนซะไป พูดถึงนอน เมื่อวานนี้นอนมันทั้งวันเลย ตื่นมา กิน นอน ตื่นมา กิน นอน วนไปวนมาอยู่แค่นี้เอง ___________________________________________________ http://themoon.diaryclub.com 2 - 1 < 1By Juvenile _____________________________________________ ผลจากการเอ็กซเรย์มือข้างซ้าย ครั้งที่สอง พบว่า ... กระดูกด้านหลังฝ่ามือแตกเล็กน้อย และเผยอขึ้นมาจากระนาบปกติ ( ที่เอ็กซเรย์ครั้งแรกไม่เห็นเพราะไม่ได้เอ็กซเรย์ท่าที่เอามือตั้งฉากกับฟิล์ม เอ็กซเรย์แต่ท่าที่เอามือวางทาบบนฟิล์มอย่างเดียว ) จึงทำให้ต้องทำการเข้าเฝือกไว้ชั่วคราว อีกราวๆสามสัปดาห์จึงจะเอาออกได้ ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ของชีวิตเหมือนกัน เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยใส่เฝือกเลยสักครั้ง พอเพื่อนเห็น มันทักว่าเหมือนโดเรมอนเลย ... ซะงั้น ( แบบว่าผ้าพันเฝือกมันเป็นสีน้ำเงินน่ะครับ ) บ้างก็ว่าผมใส่นวม บ้าหนังเรื่องแสบสนิท ... เออ แต่ละอย่างนี่คิดกันมาได้ แต่ที่ถามกันอื้ออึงก็คือ ... เมาหรือเปล่า ??? เซ็งเลย เพื่อนๆมองเราเป็นคนยังไงเนี่ย แต่หารู้ไม่ว่า ถ้าเมาน่ะ ขับไม่ชนหรอก เหอๆๆ ( พูดเล่นนะ เมาไม่ขับนั่นแหละดีสุดครับ ... ดูสิ นี่ขนาดไม่เมานะ ถ้าเมาแย่แน่ๆ ดีไม่ดีเราอาจกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ) การต้องทำอะไรหลายๆอย่างด้วยมือข้างเดียวนี่มันให้ความรู้สึกที่แปลกเสียจริง เดิมทีเคยมีอยู่สอง พอหายไปหนึ่ง ก็ควรจะเหลืออยู่หนึ่ง แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ... เพราะส่วนที่ยังคงอยู่พอขาดการประสานงานจากอีกส่วนที่หายไป ก็ไม่อาจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพถึงขนาดที่จะนับเป็นหนึ่งได้ จึงเขียนเป็นอสมการหน้าตาแปลกๆได้ว่า ... 2 - 1 < 1 เวลาจะสระผมก็ต้องเทแชมพูลงที่หัว ส่องกระจกดูว่าพอหรือยัง ก่อนที่จะเอามือข้างขวาขยี้และสระ ถูสบู่ก็เช่นเดียวกัน มือข้างซ้ายไม่ได้ถูกนำมาใช้เลยตลอดการอาบน้ำ ประการหนึ่งก็เนื่องมาจากต้องใส่ถุงพลาสติกครอบไว้เพื่อไม่ให้โดนน้ำ การรจะซักถุงเท้า กางเกงในก็ลืมไปได้เลย ต้องเอาไปซักเครื่อง ล้างจานก็ไม่สะดวก ไม่เชื่อลองล้างจานมือเดียวดูสิ จานมันจะกระเด้งไปกระเด้งมาเสียงดังเลยล่ะ ยังคิดอยู่ว่า ... ถ้าเป็นทั้งสองมือ จะทำยังไงเนี่ย ??? เรื่องที่โรงพักก็เรียบร้อยดี สรุปว่าฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายผิด เนื่องจากทั้งร่องรอยของการชนที่เป็นการชนทางด้านท้าย และจากคำให้การของคู่กรณีที่ผิดไปจากความเป็นจริง จึงทำให้เจ้าหน้าที่สอบสวนลงความเห็นว่าฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายผิด ผมจึงให้เค้าออกค่าซ่อมรถให้ ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาล พอดีผมมีประกันชีวิตอยู่ จึงไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติม ให้ถือซะว่าเป็นคราวเคราะห์ของผม และจะได้จบเรื่องกันไป วันนี้สอบออกแบบฟันปลอม ทำไม่ทัน อาจจะเพราะทำมือเดียวด้วยล่ะมั้ง แต่จริงๆแล้วคงเพราะผมทำช้าเองมากกว่า เหอๆๆ ขอสอบใหม่ละกันเนอะอาจารย์ _________________________________________ http://themoon.diaryclub.com เมื่อความตายหายใจรดต้นคอ By Juvenile
________________________________________ เป็นเวลาเกือบตีสองครึ่งที่ผมขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์เตรียมตัวขี่กลับหอ คนคุ้นเคยบางคนกำลังยืนซื้อผลไม้ ทอดสายตาอย่างปกติมาที่ผม
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ความเหงาขนาดมหึมาเพิ่งถาโถมเข้าซัดสาดไปทั่วทั้งร่าง ปากอยากจะเอ่ยคำพูดกวนๆบางอย่างออกไป แต่แล้วก็ไม่เสียงใดๆเร้นลอดผ่านลำคอออกมาสักนิด ทั้งๆที่ในสมองก็คิดไปแล้วว่า ...
ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า .... คนขี้เหงา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เหงาได้ไม่ว่าจะตอนไหน เมื่อไหร่ หรือ สถานที่ไหน เราก็เหงาได้ ... ปริมาณผู้คนที่รายล้อมอยู่ ไม่ได้มีผลต่อการเกิดความเหงาเลยแม้แต่น้อย ตัวผมหมุนคว้างอย่างน้อยหนึ่งรอบก่อนที่จะตกลงกระทบที่พื้นถนน รถมอเตอร์ไซค์ที่เมื่อครู่ล้อมันยังหมุนพาผมเดินทางมาจนเกือบจะถึงหอ ตอนนี้กลับนอนแอ้งแม้งอยู่ชิดกับขอบถนนที่ตั้งเป็นคันคอนกรีตขึ้นมา เบาะใต้รถเปิดออก ในขณะที่ชิ้นส่วนของรถหลายชิ้น .. รวมถึงรองเท้าและเสื้อคลุมที่ผมหิ้วมากระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ใจของผมหายวูบไปพร้อมกับเสียงที่รถกะบะชนกับท้ายรถผมเมื่อครู่นี้ เสียงเบรคของยานพาหนะสี่ล้อกรีดขึ้นแหวกอากาศดังออกไปในทุกทิศทาง กลบเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่กลิ้งไถลไปปะทะกับขอบถนนจนหมดสิ้น ผู้ชายคนขับรถยนต์เดินตรงมาหาผม ... ด้วยท่าทางกระวนกระวายใจและหงุดหงิดเล็กน้อย ซึ่งตอนนั้นผมก็ได้แต่นั่งเงยหน้ามองตามอย่างเงียบๆ ขี่รถแบบไหนเนี่ย ทำไมถึงขี่ตัดหน้า ??? ผมที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้นถนนโดยที่ข้อมือข้างซ้ายไม่อาจพับขึ้นลงได้ ... ... ไม่ได้เอ่ยตอบอะไรออกไป ... ป่ะ ไปโรงพยาบาลกัน
Death or Alive ???By Juvenile __________________________________ ... บันทึกวันสุดท้าย ... ของเดือนรองสุดท้าย ว่ากันว่า ... ในวินาทีสุดท้ายของคนที่ฆ่าตัวตาย เขาหรือเธอผู้นั้นปรารถนาที่จะมีชีวิตต่อไป แต่ไม่อาจสมประสงค์ ... ด้วยพันธนาการที่เขาหรือเธอได้มอบไว้ให้แก่ความตาย ชีวิตคนเราเปรียบเสมือนไฟที่ลุกโชนอยู่ที่ไส้เทียนไข ในทุกวินาที ... เนื้อขี้ผึ้งได้หลอมละลายลงเมื่อต้องความร้อน ชักพาให้เปลวไฟลุกลามเผาไหม้เรื่อยลงไปทุกทีๆ เหมือนเวลาของชีวิตที่ค่อยๆหมดลงทุกวันๆ รอวันที่แสงเทียนจะดับที่ปลายอีกด้านของเทียนไข ซึ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น แสงสว่างจากเปลวไฟก็จะเรืองรองต่อไปจนเทียนไขหมดเล่ม แต่ทว่าก็มีคนอยู่ไม่น้อยที่ได้ดับแสงไฟนั้นก่อนที่เวลาจะหมดลง ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งที่ทำอย่างรวดเร็วหรืออย่างค่อยเป็นค่อยไป การฆ่าตัวตายก็เป็นตัวอย่างนึง ... ของการตั้งใจเป่าเทียนชีวิตให้ดับลงโดยทันใด แล้วคนที่กำลังเอามือโบกพัดหรือเป่าลมเบาๆ หยอกเล่นกับแสงไฟด้วยความไม่ตั้งใจ ... คือคนแบบไหนกัน ??? คำตอบคือ ... แบบที่เห็นได้ดาษดื่นทั่วไป กวาดตามองไปมีน้อยคนนักที่ไม่ได้จัดอยู่ในจำพวกนี้ ... ซึ่งแม้แต่ผมก็ไม่ได้ยกเว้น คืนวันพุธ ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ... ก๋วยเตี๋ยวชามที่สองหมดลงพร้อมกับความรู้สึกที่อิ่มเต็มที่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าของร้านนี้เค้าใส่ยาอะไรเข้าไปในก๋วยเตี๋ยวหรือเปล่า ทำไมผมจึงรู้สึกอยากมาทานร้านนี้ทุกวันๆ ขนาดวันนี้เพิ่งทานมื้อเย็นเมื่อตอนทุ่มกว่าไปสองชามที่อีกร้านนึง พอสี่ชั่วโมงให้หลัง ผมกลับรู้สึกอยากทานขึ้นมาอีกแล้ว และต้องเป็นร้านนี้ที่มาทานเกือบทุกคืน เป็ปซี่กระป๋องที่สองของวันนี้ถูกเปิดออก ก่อนที่ผมจะนำหลอดเสียบลงไปในช่องว่าง ... ที่อากาศข้างนอกและน้ำอัดลมในกระป๋องสัมผัสกัน เดี๋ยวนี้ผมเริ่มดูดเป็ปซี่จากหลอดแล้ว หลังจากที่ได้ตระหนักว่า ... การยกกระป๋องเป็ปซี่จรดปากโดยที่ไม่ล้างเสียก่อน อาจนำมาซึ่งโรคที่ไม่คาดคิดได้อย่าง ... Leptospirosos ...หรือ โรคฉี่หนู ผมเป็นคนติดเป็ปซี่และชอบทานของมัน ของดิบๆสุกๆก็ทาน อาหารหลายอย่างที่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นสารก่อมะเร็งแต่ก็อร่อยนักชวนให้ลิ้มลอง และผมก็ชอบ ... ด้วยความถูกปากและรสชาติที่ทำให้น้ำลายสอเมื่อนึกถึง เหล้าก็ดื่ม บุหรี่ก็สูบเป็นบางครั้ง หลังๆมาดมเอาจากคนอื่นมากกว่า ซึ่งแน่นอนที่เราอาจสูดควันเข้าไปมากกว่าการสูบเอง นอนก็ดึก พักผ่อนก็น้อย ขี่รถมอเตอร์ไซค์ดมควันพิษทุกวันๆ ทำกิจกรรมก็ไม่ระวังท่าทางของร่างกายที่อาจก่อโรคเมื่อสูงอายุ ... นี่แหละพฤติกรรมส่วนหนึ่งของพวกบั่นทอนชีวิตทีละน้อย ค่อยๆแคะเทียนไข เล็มไส้ ให้สั้นลงเร็วกว่าปกติ การกระทำอันตรายต่อการคงอยู่ของเทียนชีวิต ... บางอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่บางอย่างก็หลีกหนีได้ ... แต่ก็ไม่ทำ เลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน ด้วยหวังผลแห่งความสุข ตอบสนองความอยากที่ก่อเกิดขึ้นอย่างกระสันในจิตใจ เอื้อมมือคว้าเอาโดยที่ลืมมองว่าจะต้องตกลงมาจากข้างบนอย่างไร ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า ... ถ้าชีวิตนี้เกิดมาแค่เพียงครั้งเดียว ก่อนที่จะดับสิ้นไป ... ตามวิธีและหนทางคิดอย่างวิทยาศาสตร์ เราไม่ควรหรอกหรือที่จะเสพสุขให้เต็มที่ ดำเนินชีวิตไปตามความอยากความต้องการ ??? คำตอบก็คือ ... ใช่ อาจควรจะเป็นอย่างนั้นตามหลักตรรกะ แต่อย่าลืมว่าคนที่ฆ่าตัวตายปรารถนาที่จะมีชีวิตต่อไป ในห้วงความคิดขณะที่กำลังหายใจเอาลมเฮือกสุดท้ายเข้าออก อาจต้องรอให้ถึงวันนั้นหรือเปล่า ... ถึงจะได้รู้ว่าการได้มีชีวิตต่อไปอีกเล็กน้อยจะดีสักแค่ไหน ??? อาจได้เห็นลูกหลานรับปริญญา หรือมีเด็กตัวเล็กๆมาเรียกว่าคุณทวด ความสุขอย่างนั้นมันมากกว่าความสุขฉาบฉวยอย่างนี้หรือเปล่า ??? แล้วเราต้องการอย่างไหนมากกว่ากัน ??? Death or Alive ... ... คำตอบอยู่ที่ตัวเราเอง ป.ล. ไปดู Saw III มาแล้วเพ้อ ... Death or Alive ... อยู่ที่เราเลือก เหอๆๆ สนุกดีจริงๆ ดูแล้วหายใจไม่ทั่วท้อง พยายามคิดว่าที่ดูนั่นมันของปลอม แต่พอเห็นเนื้อเห็นเลือดแล้วอดคิดไม่ได้ว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นของจริง โอย ... โดนดึงเนื้อขนาดนั้น ทุบขา โดนน้ำกรด เนื้อละลาย ... เจ็บแทน เหอๆๆ วันนี้ Death Note II จะเข้าแล้ว ดีใจๆ แต่คงเก็บไว้ดูสัปดาห์หน้า ดูวันที่มันถูกๆดีกว่า ประหยัดเงินดี _________________________________________ http://themoon.diaryclub.com แรงจูงใจจากคนแปลกหน้าBy Juvenile ___________________________________________________ การสบตากับคุณยายท่านหนึ่งซึ่งนั่งอยู่โต๊ะตรงกันข้ามในร้านก๋วยเตี๋ยว ทำให้เกิดลำดับความคิดที่ไม่ได้สัมพันธ์กับบรรยากาศและสถานการณ์ตอนนี้ในสมองของผม ภาพคุณยายที่ผมเห็นนั้น เป็นผู้หญิงวัยกลางคนตอนปลายคนหนึ่ง ซึ่งอันที่จริงแล้ว ท่านอาจจะกำลังอยู่ในรอยต่อระหว่างการเป็น คุณยายและคุณป้า แต่ผมก็ตัดสินใจเรียกท่านว่า คุณยาย เนื่องจากทรงผมหยิกหยอยอย่างนั้น ดูแล้วท่าจะเหมาะกับคำว่า คุณยาย มากกว่า คุณป้า เป็นไหนๆ คุณยายใส่เสื้อเหมือนที่เห็นชาวบ้านทั่วไปในจังหวัดเชียงใหม่ใส่กัน ไม่แน่ใจว่าอย่างที่ท่านใส่อยู่นี้เรียกว่า เสื้อม่อฮ่อม หรือเปล่า แต่ก็เป็นอะไรประมาณนั้น การเห็นคุณยาย ทำให้ผมนึกไปถึงเหล่าคนไข้วัยชราทั้งหลายที่มาทำฟันที่คณะ มีอยู่บ่อยครั้งที่พวกท่านเหล่านี้มองพวกเราอย่างชื่นชมและยกย่องเราว่าเป็นหมอ มันทำให้ผมจินตนาการไปว่า คุณยายกำลังพูดกับผม ... เรียนต่อไปเถอะนะลูก อนาคตของเราจะได้เป็นหมอ พ่อแม่จะได้ภูมิใจนะลูกนะ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วคุณยายท่านก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม และก็ไม่ได้มีทีท่าว่ากำลังอ้าปากพูดอะไรกับผมอยู่สักนิด แต่เนื่องจากคำพูดและท่าทางที่ท่านพูดกับผมในจินตนาการนั้น มันทำให้ผมเกิดความคิดอะไรบางอย่าง ... บางอย่างที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตการเรียนของผม ผมเริ่มยอมรับความจริงได้แล้วว่า ผมคงต้องเรียนในคณะนี้ต่อไปจริงๆ ... โดยไม่มีทางเลือก เดิมทีผมใช้เวลาอยู่นานและก็ไม่เคยทำมันได้สักที ทีแรกผมคิดว่ามันอาจจะไม่มีวันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แม้กระทั่งตอนที่ผมเรียนจบไปแล้ว แต่วันนี้มันก็ได้เกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อมกับชามก๋วยเตี๋ยวที่ถูกนำมาวางตรงหน้า จึงทำให้ผมรู้ว่า ... การยอมรับความจริงบางเรื่องนั้นทำได้ยาก ยากยิ่ง และใช้เวลานาน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สุดท้าย ก็จะสามารถทำใจยอมรับได้ในที่สุด It's hard to accept but it could. อีกสี่ปี สี่ปีเท่านั้น มันคงจะผ่านไปได้ในที่สุด ... หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ... แล้วคุณยายก็เดินจากไปพร้อมกับความคิดที่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในสมองของผม __________________________________________________ http://themoon.diaryclub.com ขอให้พ่ออยู่ข้างหนูได้ไหมคะ ???By Juvenile ________________________________________ " เวลาที่หนูทำไม่ได้อย่างที่พ่อคาดหวัง ขอได้ไหมคะพ่อ ขอให้พ่ออยู่ข้างหนูได้ไหมคะ " เมื่อเย็นนี้ได้ดูละครซิทคอมทางช่องเก้า ... เรื่องบ้านนี้มีรัก วันนี้เป็นเรื่องราวที่ตัวละครตัวนึงโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัย แล้วพอพ่อรู้เข้าก็โกรธมาก บอกว่าผิดหวังมากที่เป็นอย่างนี้ ลูกสาวก็เลยพูดประโยคนี้ออกมา " เวลาที่หนูทำไม่ได้อย่างที่พ่อคาดหวัง ขอได้ไหมคะพ่อ ขอให้พ่ออยู่ข้างหนูได้ไหมคะ " ฟังแล้วน้ำตาไหลออกมาเฉยๆซะอย่างนั้น ทำไมมันโดนใจขนาดนี้ สงสัยมันคงจะพอเข้าเค้ากับตัวเองล่ะมั้ง จริงด้วยสิ ... " พ่อแม่ทุกคนต่างก็คาดหวังในตัวลูก อยากให้ลูกของตัวเองได้ดี ซึ่งลูกทุกคนก็เป็นเหมือนกัน อยากจะได้ดีอย่างที่พ่อแม่คาดหวัง " คงไม่มีลูกคนไหนอยากทำให้พ่อแม่ผิดหวังหรอก ... ผมก็เป็นคนนึงครับที่มีพ่อเป็นคนดุมาก จึงไม่ค่อยสนิทกับพ่อเท่าไหร่ มีอะไรก็จะคุยและปรึกษากับแม่เพียงคนเดียว และก็มีอยู่หลายเรื่องไม่น้อยที่คิดและตัดสินใจเพียงลำพัง เมื่อก่อนนี้ไม่ว่าจะทำผิดอะไรนิดอะไรหน่อยก็จะโดนด่าโดนตีซะยกใหญ่ นี่เป็นวิธีการที่พ่อผมใช้สอนลูกๆ และมันก็ดูเหมือนจะใช้ได้ดีสำหรับผม ด้วยเหตุนี้พวกเรา ลูกๆจึงโตขึ้นมาท่ามกลางความยำเกรงผู้เป็นพ่อ ทำให้ไม่ค่อยกล้าพูดกล้าคุยเล่นอะไรกับพ่อสักเท่าไหร่ คุยแต่กับเรื่องที่เป็นการเป็นงาน อย่างเรื่องเรียนเท่านั้น แต่พอเริ่มโตขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกสงสารพ่อที่พวกเราไม่ค่อยคุยด้วย และดูเหมือนพ่อก็จะแอบน้อยใจอยู่ลึกๆเหมือนกัน เหมือนพ่อเหงาๆอยู่ลำพังคนเดียว เวลาผมโทรศัพท์ไปที่บ้านทีไรก็จะขอสายแม่แทบทุกครั้ง มาหลังๆจึงเริ่มพยายามคุยกับพ่อบ้าง แม้ว่ามันจะดูไม่ค่อยมีอะไรคุยด้วยก็เหอะ กลับบ้านไปคราวที่แล้วก็เข้าไปกอดพ่อทีนึงด้วย พ่อดูมีความสุขมากๆ พ่อคงรู้แล้วล่ะว่าจริงๆแล้วลูกคนนี้ก็รักพ่อไม่น้อยเหมือนกัน ตอนนี้พ่อไม่ค่อยดูอย่างเมื่อก่อนแล้ว อาจจะเพราะว่าพ่อเริ่มมีอายุมากขึ้น ที่เคยดุด่าว่ากล่าวก็เลยน้อยลง อาจจะประกอบกับที่ผมเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้วด้วย คนเราทุกคนมีวิธีแสดงความรักที่แตกต่างกันออกไป อย่างพ่อผม ผมก็รู้ว่าพ่อก็รักพวกลูกๆ แต่จะให้มาบอกกันโต้งๆว่ารักก็คงยาก แต่หลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ท่านทำก็สามารถบอกได้ว่าท่านทำไปเพราะรักพวกเรา ที่ผมเข้าไปกอดพ่อตอนที่กลับบ้านไปคราวที่แล้ว นั่นก็เพราะว่า ผมไม่อยากรู้สึกเสียดายว่าไม่เคยแสดงความรักต่อพ่อ ไม่อยากจะรู้สึกเสียดายในวันที่มันสายเกินไป ... ส่วนเรื่องความคาดหวังนั้นเป็นสิ่งนึงที่คนเป็นพ่อเป็นแม่มักจะมีต่อลูก อยากให้ได้ดี อยากให้เรียนจบ มีงานสบายๆทำ มีเงินเดือนเลี้ยงตัวเองได้ แต่ก็มีอยู่หลายๆครั้งที่ความคาดหวังเหล่านั้นกลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายลูกของตัวเอง กลายเป็นความกดดันที่ทำให้ลูกๆไม่มีทางออก และอาจคิดตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยความคิดชั่วครู่ที่ไร้เดียงสา ซึ่งบางครั้งมันอาจกลายเป็นการคิดสั้นเพื่อหนีปัญหาที่เกิดขึ้น จึงอยากให้พ่อแม่ทุกคนคอยให้กำลังใจลูก เมื่อลูกล้มอย่าเหยียบอย่าซ้ำเติมลูกอีกเลย เพราะเท่าที่ลูกโดนมาจากโลกภายนอกและคนอื่นก็มากพอแล้ว ลูกเพียงอยากที่จะรู้สึกว่าอย่างน้อยลูกก็ยังมีคนที่คอยให้กำลังใจอยู่เสมอ ยังมีคนคอยคิดคอยช่วยแก้ปัญหาและคอยพยุงให้ลุกขึ้นในวันที่ล้มลง เพียงแค่ว่าในวันอย่างนั้น คุณจะอยู่ข้างๆลูกคุณได้หรือเปล่า จะเอาชนะความผิดหวังความเศร้าโศกเสียใจที่ลูกไม่อาจทำตามที่คุณหวังได้หรือเปล่า แล้วคิดบ้างหรือเปล่าว่าลูกก็เสียใจไม่น้อยที่ทำไม่ได้อย่างที่คุณหวังและตัวเค้าเองคาดหวัง ... ป.ล. เดี๋ยวนี้ติดละครซิทคอมหลายเรื่อง เรื่องแรกที่ไม่เคยพลาดเลยคือเรื่อง ... ... หนึ่งมิตรชิดใกล้ ... เรื่องที่สองก็คือ ... เป็นต่อ ... เรื่องที่สาม ... บางรักซอยเก้า ... และเรื่องสุดท้ายคือเรื่อง ... บ้านนี้มีรัก ... ดูแล้วรู้สึกชื่นชมคุณบอย ถกลเกียรติ มาก ที่ทำออกมาได้ดี แถมยังมีเนื้อหาที่สอดแทรกคุณธรรมสำหรับสังคมอีก ปรบมือ ... แปะๆ ______________________________________________________ http://themoon.diaryclub.com เดินหน้าหรือหันหลังกลับ ???By Juvenile ______________________________________ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ... ผมอาจจะเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ผมกลับไม่แน่ใจเลยว่า ... ผมจะเรียนต่อไปจนจบได้ ... เมื่อค่ำวานนี้ขณะที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วปานกลาง ผมเปรยกับใครบางคนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังว่า ... กูไม่มั่นใจเลยว่ะ ว่ากูจะเรียนจบได้ !!! ทำไมอ่ะ ไม่เห็นจะยากเลย ??? ............. เงียบ ........................... มึงต้องทำเหมือนที่คนอื่นเค้าทำเว้ย ทำไปตามกฎกติกา แค่นั้นแหละ เดี๋ยวก็เรียนจบเอง ... แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการที่จะได้ยิน เพราะมันแทบไม่ได้ช่วยแก้ข้อข้องใจของผมเลยแม้แต่น้อย ... สำหรับบางคน ... มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างนั้นก็ได้ ผม ... เชื่อ ... เชื่อมาตลอดว่าผมจะเรียนผ่านไปได้เรื่อยๆโดยไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่าผมจะเริ่มค้นพบแล้วว่าการเรียนอย่างทุกวันนี้ไม่ใช่ตัวผมเลยสักนิด ... แต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่ ... ความเชื่อ ... เพราะมันก็ดำเนินมาจนถึงวันที่ผมไม่อาจเลื่อนชั้นและจบพร้อมเพื่อนๆได้อีก ยิ่งนานวันก็เหมือนยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น ... จากเดิมที่ยืนอยู่ข้างประตูทางออก ลูกบิดประตูไม่ได้อยู่ไกลเกินกว่าที่มือจะเอื้อมคว้ามาเปิดออกไปได้ แต่ผมกลับเลือกที่จะเดินห่างออกมาจากมัน แล้วก้าวออกไปผจญกับความแหลมคมของขวากหนาม มุ่งหน้าไปสู่ปลายทางอันน่ารื่นรมย์และหอมหวล ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ เลือดก็ไหลรินออกมามากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ก็ห่างไกลออกมาจากประตูทางออกนั้นขึ้นเรื่อยๆ นานไป ... การที่จะเดินย้อนกลับไปที่ประตูทางออกที่อยู่ข้างหลังไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ความเจ็บปวดทรมานเป็นเท่าตัวกำลังรออยู่สำหรับการตัดสินใจหันหลังกลับ จะเดินต่อไปก็ไม่มั่นใจว่าจะไปได้ตลอดทาง ครั้นจะหันหลังกลับก็ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่งยวด ทั้งต้องต่อสู้กับความเศร้าเสียใจและความผิดหวังของพ่อแม่ ทำให้ผมไม่เคยติดสินใจเลือกได้เลยว่าจะให้มันดำเนินไปเช่นไร เพียงแต่ถ้าผมมีความเด็ดเดี่ยวสักนิดก็คงดี ผมคงตัดสินใจที่จะอยู่ข้างใดข้างหนึ่งไปนานแล้ว ... เฮ้อออออออ ... ______________________________________________ http://themoon.diaryclub.com แล้วอีกคืนก็ผ่านพ้นไป : Lonely nightBy Juvenile ___________________________________________________ ... เราสามารถหลบเลี่ยงความจริงได้เป็นบางครั้งบางคราว แต่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะหลีกหนีความจริงไปได้ตลอด ... คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเวลามันช่างเดินไปอย่างเชี่องช้าต้วมเตี้ยม หันไปมองนาฬิกาอยู่หลายรอบ แต่เข็มนาฬิกาที่หมุนอยู่ก็ดูราวกับว่ามันแทบจะหยุดอยู่ทุกขณะ มันเป็นอย่างนี้แทบทุกครั้งสำหรับคืนวันศุกร์ที่ผมต้องอยู่ที่ห้องเฉยๆ สองทุ่ม ... สองทุ่มยี่สิบห้า .... สองทุ่มสี่สิบเก้า ... ... สามทุ่มสิบ ... สามทุ่มยี่สิบ ... สามทุ่มสี่สิบห้า ... สี่ทุ่มสิบ ... สี่ทุ่มครึ่ง ... ห้าทุ่ม .... เปิดทีวีก็ไม่ค่อยมีอะไรดู ละครที่ติดก็มีแค่วันจันทร์ถึงวันพฤหัส ส่วนเรื่องที่ฉายช่องเจ็ดวันนี้ก็พอดูได้บ้าง แต่ไม่ได้ดูติดต่อกันมาหลายตอน เลยไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่ รื้อๆกองซีดีว่าจะหาหนังมาดูสักเรื่องนึง ดูเรื่องอะไรดีล่ะ ... เรื่องนี้ก็เบื่อแล้ว ... เรื่องนี้ก็เบื่อแล้ว ... มีแต่เรื่องที่ดูจนเบื่อแล้วทั้งนั้นเลย ... มีเรื่องนึงที่ยังไม่ได้ดู ... My Girl & I ... แต่ตอนนี้มันไม่อยู่ในอารมณ์อยากดูหนังรักเท่าไหร่ ทั้งๆที่ปกติชอบเอามากๆ สุดท้าย ก็หยิบเรื่อง Butterfly Effect ออกมาดู ... รู้ตัวอีกที ตัวอักษรสีขาวที่เลื่อนอยู่บนพื้นหลังสีดำก็ปรากฏให้เห็นแล้ว แล้วผมก็กลับมาสู่โลกแห่งเป็นความจริงอีกครั้ง ... ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมผมจึงชอบดูหนังและอ่านหนังสือนวนิยาย นั่นก็เพราะว่ามันเป็นโอกาสที่ตัวผมจะหลีกเร้นไปจากโลกใบนี้ชั่วครู่ชั่วยาม โบยบินไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่พร้อมจะล่องลอยไปในโลกแห่งจินตนาการ แปลก ... ที่ผมมักจะดื่มด่ำไปกับโลกสมมตินั้นจนลืมไปว่านั่นไม่ใช่โลกแห่งความจริง คงคล้ายกับตอนที่ฝันกระมังที่ผมไม่เคยนึกออกว่าตอนที่อยู่ในนั้นผมกำลังฝันอยู่ จนกระทั่งตอนตื่นนั่นแหละที่ผมจะเริ่มแยกแยะมันออกจากความเป็นจริงได้ เช่นเดียวกับตอนที่หนังจบเรื่องหรือหนังสือจบเล่มที่สติผมจะกลับมาอยู่ที่ตัวอีกครั้ง อย่างไรก็แล้วแต่ สุดท้ายโลกแห่งความจริงก็ยังรั้งรอผมอยู่ที่นี่ที่เดิม ตรงที่โลกยังคงหมุนไปด้วยความทุกข์และความสุข แล้วหนังหนึ่งเรื่องก็ทำให้ผ่านพ้นคืนนี้ไปได้อีกหนึ่งคืน เวลาราวๆสองชั่วโมงที่ผ่านไปไม่ได้เชื่องช้าอย่างเคยอีกแล้ว _______________________________________________ http://themoon.diaryclub.com อยากขอสักคน : I need somebody By Juvenile ____________________________________________________ มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง !!! กลายเป็นว่าการที่เราสองคนจะหันมามองหน้าตอนที่เดินสวนกัน มันช่างยากเย็นเหลือเกิน ปากที่ควรจะเอื้อนเอ่ยทักทายก็กลับปิดสนิทประกบเร้นราวกับถูกเย็บไว้ด้วยด้ายที่มองไม่เห็น อย่างนี้แล้ว การบอกรักใครสักคนยังเป็นสิ่งที่พึงกระทำอยู่หรือ ในเมื่อ พอบอกออกไปแล้ว มันได้สร้างปราการขึ้นระหว่างคนสองคน กำแพงแห่งความไม่สนิทใจและความเคลือบแคลงใจได้ก่อตัวขึ้นกั้นกลาง ซึ่งยากที่จะพังทลายลงและคนทั้งสองกลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน ... ... ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ความอัดอั้นตันใจที่ไม่ได้สารภาพรักกับความทุกข์ทุรนทุรายทรมานหลังจากสารภาพรักไปแล้ว เลือกความเจ็บปวดอย่างไหนดีหนอ ??? สัปดาห์ที่ผ่านมา เหนื่อยแทบขาดใจกับเรื่องเรียน หลายคืนที่กว่าจะกลับถึงหอก็เที่ยงคืนแล้ว คืนนั้นก็เช่นเดียวกัน ค่ำคืนที่เป็นรอยต่อระหว่างวันอังคารและวันพุธ ... พอเปิดประตูห้องเข้ามาได้ก็โยนของวางลงก่อนที่จะทิ้งตัวนั่งแผละลงที่พื้น พลางทอดถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนและหมดเรี่ยวหมดแรง พลันก็เกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดขณะที่เอื้อมมือไปกดปุ่มเปิดโทรทัศน์ มันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกโหวงๆและเงียบสนิทที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกมุมห้อง นี่มันอะไรกัน !!! เสียงโทรทัศน์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงที่ดังก้องข้างในหัว .... ... ขี่รถกลับดีๆนะ ... ใครคนนึงเอ่ยขึ้นก่อนที่ผมจะบิดคันเร่งกลับมาที่หอ ฟังดูเหมือนจะเป็นแค่คำพูดที่แสนจะธรรมดา แต่มันก็แผ่กำซาบความอบอุ่นไปทั่วทั้งหัวใจ ถ้ามีใครสักคนที่คอยห่วงใยเราอย่างนี้ตลอดเวลาก็คงดีสิเนอะ ใช่แล้ว ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันต้องเป็นอาการของความเหงาแน่ๆ เพียงแต่ว่ามันเป็นความเหงาที่มากกว่าปกติเล็กน้อย ประกอบกับความอ่อนแอของร่างกายด้วย มันจึงออกฤทธิ์ค่อนข้างรุนแรงจนดูไม่ค่อยปกติสักเท่าไหร่ อืมมม ... ถ้าเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วมีใครสักคนถามว่า ... เหนื่อยไหม ??? ก็คงดีสิเนอะ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตั้งแต่เช้าคงมลายหายไปสิ้น นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในคำตอบของคำถามที่ว่า ... ทำไมคนเราต้องมีแฟน ??? ก็ได้ เฮ้อออ ... i need somebody !!! เช้าลืมตาขึ้นมาก็เจอแต่เรื่องเดิมๆ ก็ไม่มีใครมาเติมชีวิตให้เป็นเรื่องใหม่ ออกไปที่อื่น เจอะใครมากมาย หันมองไปทางใดก็เจอแต่คนรักกัน แล้วทำไมตัวเราจึงยังไม่เห็นมีใคร แล้วต้องทนเดียวดายมีใจเอาไว้ทำไม ไม่ได้ใช้งาน ไม่ได้รักใคร ไม่มีกำลังใจที่ไหนเลย อยากมีคน อยู่ข้างกาย สบตากัน ให้หัวใจมันเต้นแรง เก็บไว้คิดถึงกัน เก็บไว้คิดถึงกัน Love i need somebody love อยากขอสักคนเพื่อ love ให้หัวใจไม่ว่างงาน มีคนให้รักกัน มีคืนวันที่ดีด้วย Love i need somebody love เสียงบรรเลงแห่งค่ำคืน : Concerto at nightBy Juvenile _____________________________________________ ค่ำคืนเริ่มต้นตรงไหนกัน ??? ตั้งต้นที่เวลากี่โมงกี่นาที หรือเป็นเวลาหลังพระอาทิตย์ตกดิน หลังเที่ยงวันหรือว่าช่วงเวลาต่อจากหกโมงเย็น เริ่มขึ้นพร้อมกับข่าวภาคค่ำหรือว่าหลังจากนกบินกลับรัง เป็นตอนที่พระจันทร์เริ่มจับฟ้าหรือช่วงเวลาที่ดวงดาวเริ่มขับแสง การที่จะระบุว่าค่ำคืนเริ่มต้นตรงไหนนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามให้มันหมายความว่าอย่างไร บางคนนิยามให้ค่ำคืนเป็นเวลาสำหรับการพักผ่อนนอนหลับ เป็นเวลาที่ใช้เตรียมพร้อมและเสริมสร้างพลังสำหรับวันใหม่ ถ้าอย่างนั้นค่ำคืนของผมคงเริ่มช้ากว่าคนอื่นหลายชั่วโมง เพราะถ้าใครถามผมว่า ... ปกตินอนกี่โมง ??? ผมก็จะตอบว่า ... ราวๆตีสอง ถ้าจะให้นอนก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยนอนหลับได้สักที นอกจากวันที่เหน็ดเหนื่อยจากการใช้ชีวิตจริงๆ จึงจะผลอยหลับไปก่อนเวลาได้บ้าง แต่ปกติก็จะเป็นเวลาราวๆตีสองนี่แหละ แถมบางวันก็จะเลยไปได้อีกสองสามชั่วโมง นาฬิกาชีวภาพของผมคงถูกบิดเบือนมานาน จนเวลานอนดูไม่ค่อยปกติอย่างผู้คนเค้านัก แต่ก็โชคดีที่เป็นเช่นนั้น เพราะรอยต่อระหว่างค่ำคืนของผมและของคนอื่นนั้น นับว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ผมชื่นชอบ ต่อจากตรงนี้ผมขอแทนช่วงเวลาดังกล่าวด้วยคำว่า ... ค่ำคืน หรือ กลางคืน ตามนิยามทั่วไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามันเริ่มต้นที่ราวๆหลังพระอาทิตย์ตกดินนั่นแหละ ผมเป็นคนชอบกลางคืน ... ซึ่งอาจจะเป็นเพราะผมคุ้นเคยกับมันด้วยกระมัง ท่ามกลางความมืดมนนั้นเปี่ยมไปด้วยความเงียบสงบอย่างน่าประหลาด แม้ว่าจะอยู่ในห้องคนเดียวเหมือนกัน แต่ในเวลากลางคีนกับกลางวันมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจเพราะว่าดวงอาทิตย์มักถูกนิยามให้หมายความถึง ... การเริ่มต้นวันใหม่ และความมีชีวิตชีวา พร้อมกับชีวิตของผู้คนที่ตื่นขึ้นจากหลับไหล ดังนั้น แม้ว่าแสงอาทิตย์จะไม่ได้ทำให้เกิดเสียงดังในความเป็นจริง แต่ทว่า ... เมื่อมันส่องสว่างผ่านช่องหน้าต่างขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ราวกับว่ามันได้สร้างเสียงจ้อกแจ้กจอแจให้ดังขึ้นเมื่อนั้น เวลากลางคืนจึงเป็นเหมือนช่วงเวลาเดียวที่ผมจะได้อยู่กับตัวเองคนเดียวจริงๆ แม้ว่าเสียงรถราที่วิ่งผ่านไปมาจะส่งคลื่นเสียงผ่านเข้ามากระทบหูบ้าง ประกอบกับเสียงเข็มนาฬิกา เสียงลมหายใจ หรือแม้แต่เสียงชีพจรของผมเต้น แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับการฟังเสียงจากตัวผมเอง ... หัวใจของตัวผมเอง ผมจึงรู้สึกชื่นชอบเวลากลางคืนเป็นพิเศษ เพราะเป็นเวลาที่ผมได้ยินเสียงนั้นได้ชัดเจนที่สุด และรู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด นั่นไง เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ก้องอยู่ในหัว ดังค่อยเป็นจังหวะเดียวกับเสียงของหัวใจ บรรเลงเป็นท่วงทำนองเดียวกับความคิดและความรู้สึก แล้วเสียงบรรเลงแห่งค่ำคืนก็ดำเนินต่อไป ... _____________________________________________ http://themoon.diaryclub.com หนึ่งปีหลังจากนั้น : One Year ago By Juvenile _____________________________________________ กระป๋องเป็ปซี่ถูกยกขึ้นจรดปากอีกครั้งหลังจากที่มันถูกตั้งทิ้งไว้ครู่หนึ่ง พลันโทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่ข้างๆโน้ตบุ๊กซึ่งกำลังถูกใช้งานก็สั่นเบาๆเป็นจังหวะ ความคิดแรกหลังจากที่รับรู้ถึงการสั่นสะเทือนนั้นก็คือมีใครบางคนส่งข้อความมา แล้วก็เป็นจริงดังคาดเมื่อดูที่หน้าจอมือถือหลังจากที่ถอดถุงหูรูดซึ่งห่อหุ้มโทรศัพท์อยู่ออก แต่ใครล่ะที่เป็นเจ้าของข้อความที่ส่งมา ??? ทั้งๆที่เกิดคำถามเช่นนั้นขึ้นในใจ แต่ผมกลับแอบคาดหวังคำตอบไว้เรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ก็กำลังภาวนาให้มันเป็นจริงดังที่ผมคาด แต่ ... ช่างน่าเสียดายที่ชื่อผู้ส่งเป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่คนที่กำลังรอคอยข้อความจากเค้าอยู่ เฮ้อ ... ถ้าเราได้รับข้อความตอบกลับมาก็คงดีสินะ เอาน่า แค่ได้ส่งข้อความไปหาเค้าก็ดีถมเถแค่ไหนแล้ว ก่อนหน้านี้ราวๆสิบห้านาที ... เสียงสัญญานเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ... ขณะที่ผมกำลังยื่นแบงก์ห้าสิบส่งให้แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว ผมแทบจะไม่ต้องคิดเลยว่าเสียงเตือนนั้นมันต้องการจะบอกอะไรกับผม เพราะมันเพิ่งถูกตั้งเตือนไว้เมื่อยี่สิบนาทีก่อนหน้านี้เอง ... ก่อนที่ผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาข้างนอก ทีแรกคิดว่ากลับถึงหอก่อนแล้วค่อยพิมพ์ข้อความส่งหาใครบางคน แต่แล้วก็กลัวว่าจะลืมเสียก่อน ... จะตั้งเตือนอีกครั้งก็ขี้เกียจ ... จึงนั่งลงคร่อมบนเบาะมอเตอร์ไซค์ ... ก่อนที่ใช้นิ้วโป้งกดไปที่ปุ่มของมือถือเพื่อพิมพ์ข้อความทีละตัว "H" "A" "P" "P" "Y" "B" "I" "R" "T" "H" "D" "A" "Y" "N" "A" "M" "E" "K" "W" "A" "M" "S" "U" "K" "M" "A" "K" "M" "A" "K" Sent >>>>>> หนึ่งปีแล้วสินะนับจากวันนั้น วันคล้ายวันเกิดปีที่แล้วของใครบางคน ไดอารี่ของวันนี้เมื่อปีก่อนจึงถูกรื้อขึ้นมาอ่านอีกครั้ง 26 ตุลาคม 2548 แทบจะในทันทีที่เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น ผมก็รีบคว้ามันมากดปิดเสียงนั้นในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลามอง ไม่ต้องใช้ตาดูผมก็รู้ว่าเสียงเตือนนั้นมันเป็นเสียงเตือนสำหรับอะไร ครับ ... มันเป็นเสียงที่ผมตั้งเอาไว้สำหรับเตือนว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของใครบางคนที่สำคัญสำหรับผม มีใครบางคนมีวันคล้ายวันเกิดในวันนี้... นี่แหละที่ผมจะบอก ลังเล ... ไม่ลังเล ผมไม่ลังเล ... ผมส่งข้อความ Happy Birthdae ไปให้เค้าในทันที โดยไม่ได้ระบุในเนื้อความนั้นแม้แต่น้อยว่าผมเป็นใคร ซึ่งผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเค้าก็คงไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งมาเช่นกัน บางทีเค้าอาจจะคิดว่าเป็นเพื่อนบางคนที่โรงเรียนเก่า เพื่อนร่วมชั้นปีบางคนที่คณะ หรืออาจจะเป็นพี่เทคสักคน แต่คงไม่มีสักส่วนหนึ่งของความคิดของเค้าที่เป็นผมแน่ๆ เค้าจะจำผมได้ไหมหนอ ??? ไม่สิ เค้ารู้จักผมไหมหนอ ??? ต่างหาก ผมว่าถ้าเค้าอยากรู้จริงๆ เค้าคงต้องโทรมาแน่นอนและถามว่า นั่นใคร ??? แต่ก็ไม่แน่นะ เค้าอาจจะไม่อยากรู้ก็ได้ หรือบางทีก็อาจจะสงสัย แต่ไม่กล้าโทรมา ซึ่งผมก็คิดว่าถ้าเป็นอย่างหลังก็คงจะดีเหมือนกัน เพราะถ้าเค้าโทรกลับขึ้นมาจริงๆ ตอนนี้ ผมก็ไม่รู้จะตอบคำถามว่า ผมเป็นใคร ??? อย่างไรเหมือนกัน ลังเล ... ไม่ลังเล ผมคงจะลังเลล่ะคราวนี้ บันทึกของวันวานจบลงตรงนั้น แต่เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจากการส่งข้อความดังกล่าวยังดำเนินต่อไป และก็มีผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้ น่าขันที่คำขึ้นต้นของบันทึกในวันนั้นแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันกับของวันนี้เลย แต่สภาวการณ์ในตอนนี้มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน วันนี้ ทุกอย่างมันได้ยุติลงแล้ว คำถามสองคำถามซึ่งสัมพันธ์กัน หนึ่งคือ ... ทำอย่างไรให้คนที่เราชอบหันมาชอบเรา ??? และสอง ... ทำอย่างไรให้คนที่ชอบเรา ( แต่เราไม่ได้ชอบเค้า ) เลิกชอบเราสักที ??? แน่นอนที่คำตอบมันไม่ได้ตายตัว มีคำตอบอยู่เฉพาะในแต่ละกรณี แต่ฟังดูแล้วรู้สึกว่ามันร้ายกาจหรือปล่ากับคำถามที่สอง ทำอย่างไรให้คนที่ชอบเราเลิกชอบเรา ??? มันแทบจะมีความหมายเทียบเท่ากับ ... ทำอย่างไรให้ดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่ตรงหน้าเหี่ยวแห้งไปเสียที แม้จะเข้าใจว่า ... ไม่ได้ชอบก็เหอะ ... แต่มันร้ายกาจใช่ไหมล่ะ ตอนนี้ผมแทบจะไม่รู้เลยว่า ผมรู้สึกอย่างไรกับเค้า เหมือนกับว่าหลังจากที่ผมรู้ว่าความต้องการของเค้าไม่ตรงกับผม ผมก็เลือกที่จะเก็บกดความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ เก็บไว้อยู่ในส่วนลึก ภายใต้ความคิดและจิตใจ จนมันไม่อาจหายใจหายคอออกมาเป็นอารมณ์และความรู้สึกได้อีก ทว่าผมก็ยังแอบรับรู้อยู่ลึกๆ ว่าผมยังคงรอเค้าไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน ไม่ว่าเค้าจะรักผมหรือไม่ก็ตาม มันคงเป็นเหมือนเสียงเทียนแห่งความหวังเล็กๆซึ่งยังคงส่องแสงริบหรี่อยู่ โต๊ะพับขนาดเล็กซึ่งถูกกางออกและใช้วางโน้ตบุ๊กสั่นเบาๆอีกครั้ง พร้อมกับการคาดหวังซึ่งก็ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ... ป.ล. ไดอารี่ของวันนี้ยาวอยู่เหมือนกัน ใครที่อ่านมาจนถึงบรรทัดได้ถือว่าเก่งมาก อิอิ ____________________________________________ http://themoon.diaryclub.com ต่อมรับรสที่ผมไม่มี By Juvenile ____________________________________________________ ผมวางช้อนลงทันทีหลังจากที่กวาดอาหารในจานเข้าปากจนหมดเกลี้ยง เป็นอีกครั้งจากนับล้านๆครั้งที่ผมไม่เหลืออาหารไว้ในจานทั้งๆที่ก็รู้สึกอิ่มเต็มประดา คงเพราะด้วยความเคยชินตั้งแต่เด็กๆที่ถูกสั่งสอนมาให้รู้จักค่าของอาหาร จึงไม่ว่าจะเป็นพวกของกินที่ตัวเองหามาหรือว่าที่บ้านจัดไว้ให้ ... ก็จะจัดการให้ไม่เหลือหรอแทบทุกครั้ง เกิดอีกคำถามหนึ่งขึ้น ??? แล้วถ้ามันเป็นของที่ผมไม่ชอบทานล่ะ ??? แน่นอนที่ผมจะไม่แม้ที่จะหยิบช้อนขึ้นมาเลยล่ะ จะว่าไป ในโลกนี้มีอยู่หลายอย่างเลยทีเดียวที่ผมไม่เคยทาน หลายครั้งที่เพราะเพียงเห็นรูปร่าง สีสัน หรือได้กลิ่น ผมก็นึกไม่อยากกทานขึ้นมาแล้ว ผมไม่ได้เป็นจำพวกที่มีนิสัย ... ลองทานก่อน อาจจะอร่อยก็ได้ อะไรๆที่ดูหน้าตาประหลาดหรือความจริงมันอาจจะไม่ประหลาดสำหรับคนอื่น แต่มันประหลาดสำหรับผมจึงไม่เคยได้ถูกลิ้มลองจากผมเลยสักครั้ง อาหารที่หน้าตาน่าทานก็ใช่ว่าจะอร่อย เช่นเดียวกันในทางตรงกันข้าม อาหารที่อร่อยไม่จำเป็นที่จะต้องมีสีสันที่ฉูดฉาดหรือลักษณะสวยงาม แม้ว่าส่วนใหญ่ หน้าตาอาหารจะมีส่วนช่วยส่งเสริมรสชาติอาหารได้อย่างดีทีเดียว ในเวลานี้มีอาหารจานใหญ่จานหนึ่งวางอยู่ตรงหน้าผม แน่นอนที่ตอนนี้ผมยังไม่ได้รู้สึกอิ่มหรอก แต่ทว่ากว่าครึ่งจานที่ผมเอาเข้าปากและใช้ลิ้นคลุกเคล้าเพื่อรับรสนั้น สมองมันประมวลผลออกมาว่ารสชาติแย่และไม่ได้เรื่องอย่างยิ่งยวด ผิดกับหน้าตาสวยๆของมันที่เชื้อเชิญให้ผมมาลิ้มลอง มิหนำซ้ำยังมีใครบางคนมาเติมให้มันมากขึ้นอีกทั้งๆที่ผมไม่ได้ตั้งใจขอแท้ๆ ตอนนี้มันจึงนอนแผ่อยู่ในจาน กินเนื้อที่ไปกว่าครึ่ง คำถามคือ ผมควรจะวางช้อนลงแล้วไปหาอาหารจานใหม่มาทาน หรือ ควรจะกล้ำกลืนฝืนกินมันไปจนหมด แม้เวลาที่ใช้กินมันจะยาวนานแค่ไหนก็ตาม แม้ว่าไม่รู้ว่าตัวเองจะกินมันหมดหรือเปล่า หรือจะทนไม่ไหวและลุกหนีออกไปก่อน แต่ถ้าผมกินหมด ทุกคนจะดีใจกันมากเลยนะ ไม่เพียงแค่ดีใจ แต่พวกเค้าจะชื่นชมว่าผมเก่ง แล้วคนอื่นๆก็ต้องทึ่งในตัวผม แต่ ??? มันอาจจะทำให้ผมต้องกล้ำกลืนฝืนกินอาหารจานต่อๆไป ซึ่งอาจจะรสชาติแย่กว่านี้เป็นร้อยเท่า นั่นอาจจะทำให้ผมเสียดายเวลาราวๆเกือบครึ่งชีวิต ... ที่ต้องนั่งกินของที่ตัวเองในตอนนี้ยังไม่รู้สึกชอบเลย แต่ถ้าผมคิดจะลุกไปหาจานอื่นมากิน ผมจะทำมันอย่างไรล่ะ ??? แค่ลุกขึ้นเสียเฉยๆน่ะเหรอ ไม่สนใจความรู้สึกของพ่อแม่ที่มองอยู่ คนอื่นรอบข้างที่จับจ้องผมที่กำลังเคี้ยวอาหารแต่ละคำอย่างใจจดใจจ่อ และอีกอย่าง ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะไปหาสิ่งที่ผมอยากทานได้หรือเปล่า ??? แล้วถ้าหามาได้มันจะอร่อยอย่างที่ผมเคยชิมมันหรือเปล่า ??? อนึ่ง เพราะผมเคยทิ้งอาหารจานหนึ่งไว้ข้างหลังมาแล้ว เพียงเพราะเห็นว่าอาหารจานใหม่นี้มันดูน่าทาน น่าลิ้มลองมากกว่า ซึ่งกว่าจะมารู้ความจริงก็เอาตอนนี้ ตอนที่อาหารจานใหม่อยู่เต็มปาก ว่า ... อาหารในจานเก่านั้นอร่อยกว่าตั้งเยอะ คิดแล้วก็ปวดหัว เพราะไม่มีทางออก และไม่เคยมี หลายคนอาจค้านว่ามีอยู่แล้วทางออก หนึ่งคือทานต่อหรือสอง .. เดินไปหาจานใหม่ เพียงแต่ผมกล้าที่จะเลือกหรือเปล่า ??? แน่นอนที่มันเป็นเช่นนั้น แต่ใครล่ะจะกล้าเดินไปบนทางที่มืดและเต็มไปด้วยหมอกควัน ตามหาอาหารที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะหาเจอหรือเปล่า หรือมันคุ้มค่ากับการตามหาและลิ้มลองหรือเปล่า อย่างว่าไปถึงกระนั้นเลย แม้แต่การจะขยับเขยื้อนตัวลุกจากเก้าอี้ตัวนี้ก็ยังลำบาก ... จึงทำให้ตอนนี้ผมยังไม่กล้าที่จะเลือก แม้ว่าผมจะไม่เคยเชื่อเลยว่าตัวเองจะทานอาหารจานนี้ได้หมด ผมเหลียวหน้าแลหลังหันไปมองเพื่อนคนอื่นๆที่ทานอาหารจากหม้อเดียวกัน ทำไมพวกมันถึงทำหน้าเอร็ดอร่อยอย่างนั้นก็ไม่รู้ หรือว่าพวกมันจะมีต่อมรับรสพิเศษที่ผมไม่มีนะ ________________________________________________________ http://themoon.diaryclub.com แผลที่บังเอิญเกิดขึ้น : Unexpected wound By Juvenile ____________________________________________________ สำหรับคนที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนถึงขนาดต้องเข้ารับการผ่าตัดช่วยชีวิต การแค่โดนมีดบาดเป็นแผลลึกหรือการที่กระดูกข้อเท้าร้าวจากการตกบันไดนั้น นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก จนแทบจะไม่มีผลเลยสำหรับความปวดร้าวทางด้านจิตใจ แต่อย่างไรเสียก็ยังต้องนับว่าเป็นอีกหนึ่งครั้งซึ่งได้สร้างความเจ็บปวดขึ้นให้แก่ร่างกาย มันเกิดขึ้นอีกแล้ว เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว แม้ว่าครั้งนี้มันจะสร้างให้เกิดเป็นแค่แผลเล็กๆ แต่แน่นอนที่มันก็ฉกรรจ์พอที่จะดำรงอยู่ในฐานะ "แผลเป็น" ที่จะฝังแน่นอยู่ต่อไปกับร่างกาย ถ้าถามว่า " ทำไมมันจึงเกิดขึ้น? " ก็คงต้องตอบว่า "ไม่รู้ " เพราะนั่นคือความจริง ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และผมก็มั่นใจด้วยว่าตัวเองไม่ได้ต้องการให้มันเกิดขึ้นแน่ๆ มันเพียง " บังเอิญ " เกิดขึ้นต่างหาก หลายๆคนมักตั้งคำถามเพราะว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเขา โดยที่ลืมข้อสำคัญที่สุดไปนั่นก็คือ เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิด จนสุดท้ายเขาก็ไม่ได้คำตอบเพราะแม้แต่เราก็ยังไม่รู้คำตอบเลย ผมมักจะคิดและย้ำกับตัวเองอยู่เสมอว่า ... ไม่มีใครหรอกที่จะเข้าใจในตัวเราอย่างที่เราเป็น มันไม่มีคำอธิบายไหนที่จะผสานเอาความเป็นตัวเราใส่ลงไปได้หมด ทั้งความคิด เหตุผล ความสมบูรณ์ของจิตใจ พื้นฐานทางอารมณ์ ฯลฯ ไม่มีใครที่จะบรรลุปัจจัยทางจิต ร่างกาย และสังคมได้เช่นเรา จึงมีเพียงแค่ตัวเราเท่านั้นที่พยายามที่จะเข้าใจตัวของเราเอง คนที่มักตั้งคำถามนั้น มักเพียงต้องการค้นหาคำตอบเพื่อที่จะหาแนวทางช่วยเหลือเรา แต่กลับกลายเป็นว่าเค้าทำได้แค่เพียงแค่ดูลักษณะบาดแผลก็เท่านั้น มิหนำซ้ำอาจแหวกดูมากเกินไป จนแผลมันเหวอะหวะไปหมด สร้างความเจ็บปวดให้กับเรามากขึ้นไปอีก แผลที่อาจจะหายแล้ว เป็นแผลเป็นที่ไม่ได้มีพิษภัยอะไร ก็อาจจะหลั่งเลือดหลั่งน้ำเหลือง พรั่งพรูเอาความเจ็บปวดออกมาอีกครั้ง ผมจึงมักคิดและทบทวนถึงเหตุและผลด้วยตัวของผมเอง อาจจะเป็นด้วยนิสัยของผมด้วยกระมังที่ไม่ว่าจะเล่าจะปรึกษาใครก็ตาม สุดท้ายผมก็ต้องเก็บกลับมาคิด กลับมาตัดสินใจและเลือกด้วยตัวเองอยู่ดี ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมยินดีที่จะทำแผลด้วยตัวของผมเองคนเดียว ทำความสะอาดแผลเอง ใส่ยา และดูแลรักษามันเอง แต่ก่อนหน้านั้นผมคงต้องลิ้มรสความเจ็บปวดของมันก่อน ปล่อยให้มันกำซาบไปถึงขั้วแห่งความรู้สึกภายในหัวใจ ปล่อยจิตใจล่องลอยทบทวนถึงที่มาของมันอันมืดมนไปด้วยกลุ่มควันแห่งความไม่รู้ คิดถึงปัจจุบันและวันข้างหน้าที่จะต้องอยู่ร่วมกับ " แผลเป็น " อันนั้น แผลที่จะไม่มีวันลบเลือน และมันจะฝังเอาความหลังอันเจ็บปวดและการได้มาอย่างปวดร้าว เอาไว้ในหลีบลึกของความคิด เร้นซ่อนอยู่ในความทรงจำอันอ่อนไหว ... ตลอดไป ___________________________________________________ http://themoon.diaryclub.com http://moonprince.bloggang.com เรื่องเล่าจากบนเครื่อง : Unescaped Accident By Juvenile ปีกขวาของเครื่องซึ่งมีสีเงินประกอบไปด้วยแผ่นโลหะอยู่หลายชิ้น พลันนึกไปถึงข่าวที่ได้ยินเมื่อหลายวันก่อนซึ่งเกิดขึ้นกับเครื่องบินลำหนึ่ง " ถ้ามันเกิดขึ้นกับเครื่องที่เรากำลังนั่งอยู่ล่ะ จะเป็นอย่างไร ??? แล้วกระบวนการคิดก็ดำเนินต่อ ...แล้วถ้าตอนนี้อยู่ดีๆก็มีเสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้น ก่อนที่จะมีการประกาศว่าให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ขณะนี้เครื่องบินได้ถูกยึดไว้แล้วโดยสลัดอากาศหรือผู้ก่อการร้าย และเราทุกคนพร้อมกับอากาศยานลำนี้กำลังมุ่งหน้า ไปสู่อาคารสูงแห่งใดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เราจะเชื่อหรือเปล่าว่ามันกำลังเกิดขึ้นจริง ???เราจะเชื่อหรือเปล่าว่าเราไม่มีทางรอดแล้ว ??? หรือว่าเรายังจะติดอยู่ในห้วงของภาพยนตร์และเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น กับภาพที่เราจะสามารถรอดไปได้อย่างปลอดภัย หลายๆครั้งที่ได้ยินข่าวอุบัติเหตุทางอากาศ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดส่วนมากถ้อยคำจากปากผู้ประกาศข่าวที่มักจะได้ยินจนชินหูนั่นก็คือ " ไม่พบผู้รอดชีวิต " หรือไม่ก็ " ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด " เป็นเสมือนภาพสะท้อนว่า ภัยบนเครื่องบินเป็นภัยที่ยากจะหลีกหนีมันไม่เหมือนไฟไหม้หรือน้ำท่วมที่เราสามารถอพยพออกมาได้ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นแนวคิดหนึ่งซึ่งทำให้เกิดภาพยนตร์เรื่อง Snake On A Plane แต่เราจะเชื่อหรือเปล่าว่าเราจะไม่รอดชีวิต ???จะเชื่อหรือเปล่าว่าเรากำลังจะตายโดยที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลย ??? ที่แน่ๆตอนที่ผมกำลังนั่งคิดนั่งเขียนอยู่นี่ผมก็ยังไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้และถึงแม้ว่าจะมีใครสักคนยกกระบอกปืนขึ้นและแสดงอาการข่มขู่ให้เห็นจริงๆ ผมก็ยังเชื่ออยู่ดีว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นและผมก็น่าจะรอด ก็คงจนกระทั่งถึงเวลาที่เครื่องบินพุ่งชนหรือระเบิดขึ้นต่อหน้า เวลานั้นกระมังผมจึงจะเชื่อว่าพญามัจจุราชได้มายืนรอเงื้อดาบขึ้นประหาร ซึ่งเวลานั้นผมก็คงประหลาดใจน่าดูที่ความตายมาสู่ตัวเองอย่างไม่คาดคิด และนำพาผมไปด้วยอายุขัยที่แสนสั้นและปราศจากการร่ำลาใดๆ นี่ถ้าหลังจากที่เปลวไฟได้ลุกขึ้นท่วมเครื่องบินทั้งลำไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็พบตัวเองสะดุ้งตื่นขึ้นมาภายในห้องผู้โดยสารก่อนที่เครื่องจะโบยบินขึ้นสู่น่านฟ้าแล้วละก็ ผมคงไม่รอช้าที่จะขอลงจากเครื่องเหมือนในเรื่อง Final Destination I เป็นแน่ .... ปล .การเขียนเรื่องนี้เป็นเพียงการแสดงความคิดเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะข่มขวัญหรือทำให้ผู้ซึ่งต้องโดยสารเครื่องบินอยู่เป็นประจำเกิดอาการหวาดกลัวแต่อย่างใด และหากว่าเรื่องนี้ก่อให้เกิดความไม่สบายใจแก่ผู้อ่านก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย _____________________________________________________________ http://themoon.diaryclub.com http://moonprince.bloggang.com |
|
|